Saturday, October 03, 2009

Immunotherapy

โรคมะเร็งจัดเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับและมะเร็งปอดที่มีอัตราการเสียชีวิตใน 5 ปี มากกว่า 80% โดยการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นการผ่าตัด การรัษาโดย เคมี และรังสีรักษา แม้ในปัจจุบันจะมียาใหม่ๆที่มุ่งการรักษาในการยับยั้งกลไกการเติบโตของโรคมะเร็งก็ตาม โรคมะเร็งก็ยังคงเป็นโรคที่มีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้นและโอกาสหายก็ยังคงต่ำเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ

สาเหตุที่โรคมะเร็งไม่เหมือนโรคที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมเช่น ไวรัส หรือแบคทีเรีย ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถแยกแยะและมีการต่อสู้ทำลายเซลล์แปลกปลอมเหล่านั้นได้ เนื่องมาจากเซลล์มะเร็งเมื่อเกิดขึ้นจะมีความไม่เสถียรของพันธุกรรมซึ่งแต่ละเซลล์ก็จะมีพันธุกรรมที่แตกต่างกันไป ทำให้เซลล์มะเร็งมีกลไกที่เรียกว่า genomic selection คือเมื่อเซลล์มะเร็งบางส่วนถูกระบบภูมิคุ้มกันจับและทำลายไป ก็จะเหลือเซลล์มะเร็งอีกส่วนหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถทำลายได้ โดยเซลล์เหล่านี้ก็จะเจริญเติบโตอยู่ร่วมกับเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างปกติ เนื่องจากเซลล์มะเร็งที่ถูกคัดเลือกแล้วจะมีกลไกการอยู่ร่วมกับเซลล์ปกติเช่น



กลไกการลดการผลิตสารแอนติเจน ซึ่งเป็นสารที่บ่งบอกถึงชนิดของเซลล์ เมื่อแอนติเจนหลั่งออกมาน้อยลงก็เป็นผลทำให้การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันลดลง หรืออีกกลไกคือการที่ส่วนประกอบที่ผิวเซลล์เปลี่ยนไปก็ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันไม่สามารถจับกับเซลล์มะเร็งได้ ส่วนอีกกลไกคือเซลล์มะเร็งบางชนิดจะมีการหลั่งสารกดภูมิคุ้มกันหรือที่เรียกว่า Immunosuppresion ก็จะทำให้กลไกการต่อต้านเซลล์แปลกปลอมของระบบภูมิคุ้มกันไม่ทำงาน




ทำให้ที่ผ่านมาจึงมีการศึกษาค้นคว้าวิธีการรักษามะเร็งแนวใหม่ขึ้น ซึ่งวิธีหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของระบบภูมิต้านทานให้มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็งมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า Immunotherapyโดยมีการศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลาหลายสิบปี โดยในช่วงแรกก็มีการนำเซลล์ภูมิคุมิกันชนิดต่างๆมาศึกษาถึงประสิทธิภาพและการทำลายเซลล์มะเร็งก็ยังให้ผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ

จนเมื่อปี1986 Professor Lanier ก็มีการค้นพบเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T cell ที่มีคุณสมบัติเป็น Killer cell ด้วย โดยมีการนำเลือดของผู้ป่วยมาคัดแยกเซลล์ชนิด Mononuclear cell และนำมากระตุ้นซึ่งเซลล์เหล่านี้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าเซลล์อื่นๆ เนื่องจากเซลล์เหล่านี้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่ต้องใช้กลไกการจับกับตัวรับที่ผิวเซลล์มะเร็ง และสามารถหลั่งเอนไซม์ทำลายผิวเซลล์มะเร็งให้เกิดรูพรุนและตายลงโดยไม่ทำลายเซลล์อื่นๆ หลังจากนั้นก็มีการศึกษาเซลล์ชนิดนี้อย่างจริงจังโดยมีการเริ่มทดลองในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดที่ ٍ Stanford University และ มีการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นๆตามมาในหลายประเทศ เช่น มะเร็งตับ, มะเร็งรังไข่, มะเร็งลำไส้, มะเร็งเต้านม, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งปอด ซึ่งผลการศึกษาหลังจากติดตามผู้ป่วยที่รักษาไปพบว่ามีผลการรักษาดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา
.ต่อมาในปี2002 นักวิจัยของไทยก็เริ่มมีการศึกษาถึงการเพาะเลี้ยงและประสิทธิภาพการทำลายเซลล์มะเร็งโดยวิธีการใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดนี้ในมะเร็งสมอง และ มะเร็ง ต่อมน้ำเหลือง และ มะเร็งเม็ดเลือด ซึ้งผลการทดลองในสัตว์ทดลองก็เป็นที่น่าพอใจ

ทำให้ในปี 2007 ทีมนักวิจัยของไทยเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพในการทำการกระตุ้นและเพาะเลี้ยงเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) ในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพสูงขึ้น หลังจากนั้นบริษัทก็มีการศึกษาค้นคว้าการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้สูงยิ่งขึ้น และมีความร่วมมือกับสถาบันจากเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (Good Laboratory Practice) มาอบรมเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐานสูงที่สุด
ปัจจุบันมีความร่วมมือกับสถาบันมะเร็งในการทำงานวิจัยการรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ โดยใช้วิธี Immunotherapy มาร่วมกับการรักษามาตรฐานอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

Time Magazine ลงเกี่ยวกับเรื่อง Cancer ครับ

http://www.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,1919347_1919843_1919842-1,00.html

น่าสนใจเลยทีเดียวครับ